3 หัวใจหลักช่วยบริหารจัดการธุรกิจ Agtech ให้รอดและวิ่งฉลุย

Talad App - มกราคม 9, 2020
ตลาด ซื้อ-ขาย, เกษตรกร

ปัจจุบันหลายธุรกิจพูดถึง Disruptive Technology หรือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่มาสร้างตลาดและมูลค่าให้กับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อตลาดและผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม ๆ ให้ล้มหายตายจากไป เช่น ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ถูกสื่อออนไลน์เข้ามาแทนที่ หรือกล้องฟิล์มที่ถูกกล้องดิจิทัลทำให้หายไปจากตลาด แต่ในภาคเกษตรกรรม การที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามากลับเป็นสิ่งตรงข้าม เพราะเทคโนโลยีใหม่ หรือ Agtech มาช่วยแก้ปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องยาวนานอย่างเห็นผล ไม่ว่าจะปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ผลผลิตล้นตลาด ปัญหาระบบซัพพลายเชนต่าง ๆ ดังนั้นเกษตรกรยุคใหม่จึงน่าจะเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับระบบธุรกิจ Agtech กันให้มากขึ้น

Agtech คืออะไร? หลายคนอาจกำลังหาคำตอบ Agtech มาจากคำว่า Agriculture Technology เป็นการทำการเกษตรที่นำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเพื่อการเกษตรเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ทำให้เกษตรกรยุคใหม่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ปัญหา และทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่ Internet of Thing (IoT) ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ทางการเกษตร กับอุปกรณ์ควบคุมหลัก เช่น ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดดิน ตรวจโรคพืช รวมถึง Big Data ที่เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการเกษตร Agtech ยังเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกที่ทุกประเทศให้ความสนใจ เพราะอุตสาหกรรมเกษตรเป็นอุปทานของอาหารแก่ทุกคนทั้งโลกและเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินอย่างมหาศาล สำหรับประเทศไทยที่มีรากฐานอยู่ที่เกษตรกรรม Agtech จึงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้เราสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมระดับโลกได้

ก่อนหน้านี้ในประเทศอินโดนีเซียเกิด iGrow ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Crowdfunding ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุนที่สนใจการลงทุนโครงการด้านเกษตรกรรม เช่น อ้อย ทุเรียน ฟาร์มวัว ฯลฯ กับกลุ่มเกษตรกรโดย iGrow จะประเมินผลตอบแทนให้กับนักลงทุนเพื่อช่วยในการพิจารณาการลงทุน ผลที่ได้ คือ นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ส่วนเกษตรกรยุคใหม่ก็ได้แหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำมาใช้ในการเพาะปลูก และไม่เพียงเป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุนกับเกษตรกรเท่านั้น iGrow ยังดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมในแพลตฟอร์มด้วย ไม่ว่าจะจัดหาคู่ค้าให้ หรือหาตลาดใหม่ ๆ จากจุดเริ่มต้นในปีพ.ศ. 2557 มาวันนี้ iGrow ช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วกว่า 2,000 ราย นับเป็นการนำ Agtech เข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และประสบความสำเร็จมาก

ภาพจาก https://www.pexels.com/photo/top-view-photo-of-people-near-wooden-table-3183150/

สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ของไทยที่ต้องการนำ Agtech มาใช้ในการบริหารจัดการ และเกิดคำถามว่า จะเริ่มต้นอย่างไร เหล่าผู้เชี่ยวชาญแนะนำโมเดลธุรกิจที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี Agtech ไว้ดังนี้

  1. Sharing Economy: เกษตรกรที่จะเริ่มธุรกิจแบบสตาร์ทอัพอย่ามองแค่เรื่องของแอปพลิเคชั่นเพียงอย่างเดียว เพราะจริง ๆ แล้วมีธุรกิจหลากหลายรูปแบบที่สามารถนำเทคโนโลยีมาต่อยอดได้ ฉะนั้นให้เริ่มต้นมองที่การแบ่งปันทรัพยากร หรือ Sharing Economy แล้วร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจจากหลากหลายซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรในทุกส่วนจะเป็นการดีกว่า
  2. Pain Point: มองให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคเกษตร และนำปัญหานั้นมาคิดวิเคราะห์เพื่อคิดหา Solution หรือวิธีการแก้ไขปัญหา หรือเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการ หรือสังคม ยกตัวอย่าง ปัญหาเกษตรกรผู้เพาะปลูกโกโก้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในประเทศเอกวาดอร์ ผู้ซึ่งได้รับส่วนแบ่งการขายเพียง 3% จากมูลค่ายอดขายทั่วโลกกว่า 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัญหานี้องค์การสหประชาชาติกับองค์กรเอ็นจีโอ ของเนเธอร์แลนด์จับมือกันในชื่อ Fair Chain Foundation นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาช่วยให้เกษตรกรได้รับเงินอย่างเป็นธรรม โดยจะผลิตช็อกโกแลตแท่งที่มีคิวอาร์โค้ดกำกับอยู่ เพื่อให้ผู้บริโภคส่งเงินดิจิทัลไปยังเกษตรกรโดยไม่ผ่านคนกลาง เป็นการเริ่มต้นจากปัญหา และคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุด ด้วยการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ
  3. Passion: ความรักและพลังใจเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ดังนั้น เกษตรกรยุคใหม่ที่เริ่มต้นจาก Passion และเมื่อมารวมกับไอเดียในการทำธุรกิจที่มีอยู่มากมาย ก็จะทำให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปได้ไกล  รู้จักที่จะมองหาพาร์ทเนอร์ หรือผู้ช่วยที่มีศักยภาพ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจ ที่เป็นความฝันนั้นเจริญเติบโตขึ้นอย่างที่ตั้งใจ

จากไอเดียตั้งต้นทั้ง 3 โมเดลร่วมกับการใช้ Agtech หรือเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาเป็นกำลังสำคัญ ก็จะทำให้ธุรกิจการเกษตรของคุณวิ่งไปได้อย่างฉลุยในยุคแห่งการแข่งขันสูง ทั้งยังจะช่วยให้ภาคเกษตรของไทยก้าวไกลไปสู่สากลได้อย่างไม่เป็นรองใคร

หวังว่าบทความนี้จะสามารถจุดประกายไอเดียร์ให้กับเกษตรกรทั้งยุคใหม่และยุคเก๋าเริ่มลงมือทำตามความฝัน เพื่อพัฒนาโครงสร้างสังคมและวิถีการเกษตรของไทยให้มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไป