8 จุดแข็งของกลุ่มเกษตรกรยุคดิจิตอล

คุณเคยเห็นกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเครือข่ายชาวนา หรือกลุ่มเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ที่รวมตัวกันทำกิจกรรม หรือปรึกษาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มของตัวเองใช่ไหมครับ หรือแม้แต่กรมส่งเสริมการเกษตรก็ยังสนับสนุนให้เกษตรกรยุคใหม่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายเกษตรกรเห็นได้จากการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรยุคใหม่ขึ้นทั่วประเทศกว่า 77 แห่ง เพื่อให้เป็นศูนย์ที่เชื่อมโยงการทำงานของเครือข่าย Young Smart Farmer (YSF) เป็นแหล่งเชื่อมโยง ถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร การตลาด และเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมสร้างทายาทเกษตรกรยุคใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์การเป็นเกษตรกรยุคดิจิตอลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ความจริงแล้วแนวคิดเรื่องเครือข่าย ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี 2513 แล้วล่ะครับ (ข้อมูลจากงานวิจัยเรื่องความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกร ตำบลบ้านฝาง อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย) จากสาเหตุ 3 ประการ คือ

  1. ภาวะการณ์แข่งขันแบบใหม่ (New Competition) ที่ทำให้โครงสร้างและการบริการจัดการแบบเก่าไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป จึงต้องมีการปรับความสัมพันธ์ให้เป็นลักษณะเครือข่าย
  2. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีข่าวสาร
  3. ความก้าวหน้าทางวิชาการ ที่ก่อให้เกิดเครื่องมือในการวิเคราะห์โครงสร้างสังคมในลักษณะที่เป็นเครือข่าย และโครงการต่าง ๆ ล้วนมีลักษณะเป็นเครือข่ายทั้งภายในตัวเอง และในความสัมพันธ์กับองค์กรภายนอก

สำหรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบเลยครับ เช่น

  • การรวมกลุ่มแบบธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เกษตรกรรวมตัวกันเองอย่างไม่ตั้งใจ คือ เกิดปัญหาแล้วรวมตัวเพื่อปรึกษาหารือกันในกลุ่มที่คุ้นเคย กลุ่มแบบนี้เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน
  • การรวมกลุ่มแบบเป็นทางการ โดยมีการจัดตั้งกลุ่ม มีคณะกรรมการ มีสมาชิก มีระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ อาจมีการจัดตั้งขึ้นในลักษณะที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย หรือจะไม่เป็นก็ได้
Designed by pressfoto / Freepik

โดยการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรนั้น สามารถสร้างความแข็งแกร่ง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียว เมื่อต้องจัดการกับสถานะการต่างๆ  ทำให้กลุ่มเกษตรกรสามารถพัฒนาทั้งด้านปัจจัยการผลิตและรายได้ เป็นจุดแข็งทั้ง 8 ประการ ดังนี้

1. เกษตรกรสามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกลง
เพราะการซื้อสินค้าในปริมาณที่มากกว่า มักจะได้รับราคาแบบขายส่ง ทำให้สามารถลดต้นทุนที่ใช้ในการผลิตลงไปได้

2. เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่สูงขึ้น
เมื่อต่างคนต่างขายผลผลิตของตัวเองเกษตรกรจะไม่มีอำนาจต่อรอง และจะโดนพ่อค้าคนกลางกดราคาได้ง่าย ตรงกันข้ามกับเครือข่ายเกษตรกร ที่สามารถรวมตัวกันเรียกร้องราคาที่สมเหตุสมผลได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นสินค้าเกษตรที่ไม่มีผลกระทบต่อราคาตลาดโลก เกษตรกรมักจะมีข้อได้เปรียบในการกำหนดราคาของตัวเอง

3.แบ่งปันความรู้ได้รวดเร็วและทั่วถึง
ในแง่ของการรับความรู้ ข้อมูล หรือเรียนรู้เทคโนโลยีตามแบบเกษตรกรยุคใหม่ การเป็นเครือข่ายสามารถรับการถ่ายทอด และเรียนรู้ได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างกว่า

4. รวมพลังกันย่อมเกิดผลดีกว่า
เกษตรกรสามารถเสนอขอความช่วยเหลือจากภาครัฐได้รวดเร็วกว่า อย่างที่รู้กัน หลายเสียงย่อมดีกว่าเสียงเดียว

5. เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ รับออเดอร์ได้มากขึ้น
เกษตรกรสามารถรับผลิตสินค้าตามออเดอร์จากบริษัทเอกชนได้ในจำนวน และคุณภาพตามที่ตกลงกัน เนื่องจากมีสมาชิกเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันทำให้มีกำลังการผลิตมากกว่า

6. มีอำนาจควบคุมตัวแปรที่ทำให้ราคาสินค้าตกต่ำได้มากขึ้น
เกษตรกรสามารถร่วมกันควบคุมพื้นที่ และผลผลิตให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของตลาด ปัญหาผลผลิตล้นตลาดจนราคาตกต่ำก็จะเกิดขึ้นได้น้อยลง

7. รักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรได้มากขึ้น
เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองกับกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น จึงสามารถรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และกลุ่มได้ดีกว่า

8. เพิ่มโอกาสในการขยายกิจการ/ผลผลิต
เกษตรกรสามารถระดมทุนเพื่อดำเนินการค้า หรือขยายการผลิตและตลาดได้ เช่น ระดมทุนทำโรงสีสำหรับกลุ่ม หรือจัดตั้งตลาดกลางเพื่อเป็นศูนย์กลางจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร

การรวมตัวเป็นกลุ่มหรือเครือข่ายเกษตรกร เป็นแนวทางสำคัญต่อการพัฒนาสังคมการเกษตรไทยอย่างมาก เพราะการรวมตัวกันเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งด้านการซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิต ทั้งยังนำมาซึ่งความร่วมมือกันของหมู่คณะ ที่นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน (กรมส่งเสริมการเกษตร) 

ในยุคที่เทคโนโลยีเชื่อมโยงให้ทุกอย่างเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้นแบบนี้สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเรื่องง่าย การสร้างเครือข่ายยิ่งเป็นเรื่องง่ายเข้าไปใหญ่ เช่น ในตลาดแอป ที่ตอนนี้มีกลุ่มสนทนาสำหรับเกษตรกรหรือแม้แต่ผู้ที่กำลังจะผันตัวไปเป็นเกษตรกร ซึ่งตอบโจทย์จุดแข็งทั้ง 8 ประการที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี

กลุ่มสนทนาเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคอมมูนิตี้ให้กับเกษตรกรด้วยกันเอง ให้ได้แบ่งปันข่าวสาร ความรู้ และให้คำแนะนำซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม โดยตลาดแอปเชื่อว่า แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดมาจากตัวเกษตรกรเอง จึงจัดทำกลุ่มสนทนาเป็น 2 ประเภท คือ

  1. กลุ่มสนทนาที่แบ่งกลุ่มตามจังหวัด
    สำหรับเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียง ได้พูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์การเกษตรเฉพาะท้องถิ่นกันเอง
  2. ห้องแชทที่แบ่งตามหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร
    ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าห้องแชทเพื่อพูดคุยในหัวข้อที่ตนเองสนใจ ได้แก่ การสร้างรายได้เพิ่มเติม, เทคนิคการเกษตร,งปรึกษา หาข้อมูลกองทุนการเกษตร, แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร, เครื่องจักรและอะไหล่, พืชผักผลไม้ออร์แกนิค, การแปรรูปสินค้าเกษตร, กิจกรรมและงานประชุมด้านเกษตร, และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเรื่องราวสนุกสนาน

เห็นแล้วใช่ไหมครับ การที่เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเกษตรกรนั้นมีข้อดีมากมาย และในเมื่อเป็นเกษตรกรยุคดิจิตอลที่สามารถเข้าถึงกลุ่มได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว…คุณจะรออะไรล่ะครับ