9 วิธีรับมือโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ในช่วงหน้าแล้ง

         ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ แม้ว่าเราจะร้อนกันมาตั้งนานแล้วก็เถอะครับ (ฮ่าๆๆ)  แต่จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ประเทศไทยสิ้นสุดฤดูหนาว และเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 29 ก.พ. 2563 โดยจะมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ มีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง ลมพัดที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะเปลี่ยนจากลมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นลมใต้ และลมตะวันออกเฉียงใต้ปกคลุมพัดแทนที่ ซึ่งเป็นลักษณะของการเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทยอย่างเต็มตัว และคาดว่าฤดูร้อนปีนี้จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ยาวๆครับ

         เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น อากาศร้อนอบอ้าว ความชื้นในอากาศมีน้อย พืชผัก หรือผลิตผลทางการเกษตร ก็มีโอกาสสูงที่จะโดนแดดเผาไหม้จนถึงขั้นยืนต้นตาย ฉะนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษตรฤดูร้อนจึงเป็นเรื่องจำเป็น อีกทั้งในฤดูร้อน เกษตรกรก็ยังต้องเผชิญกับโรคพืชหน้าแล้งและศัตรูพืชต่าง ๆ แบบที่ไม่น้อยหน้าฤดูกาลอื่นๆ เลย เพราะด้วยสภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำติดต่อกันยาวนานหลายเดือน นับเป็นสภาวะที่เหมาะสมสำหรับศัตรูพืชเจ้าประจำ ทั้งเพลี้ยไฟ, เพลี้ยแป้ง, เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (ที่มักระบาดในนาข้าวช่วงอากาศร้อน), แมลงหวี่ขาว, ไรแดง เป็นต้น ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับพืชที่ปลูกได้เป็นจำนวนมาก ยิ่งที่ไหนปลูกพืชที่กำลังแตกยอดอ่อน ยิ่งจะดึงดูดให้แมลงเหล่านี้แห่กันมากินอย่างเอร็ดอร่อยเลยหล่ะ เพราะนั่นถือเป็นอาหารสุดโปรด และกระตุ้นให้แพร่พันธ์กันออกไปได้อีก

         สำหรับโรคพืชในหน้าแล้งที่ต้องระวังอีกอย่าง ก็คือโรคเชื้อรา ที่มาพร้อมกับความชื้น ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าหน้าแล้งจะไม่มีปัญหา แต่ความจริงแล้วในหน้าร้อนมักมีฝนหลงฤดู หรือพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบ่อยมาก อีกทั้งหน้าร้อนดินแห้ง การระบายน้ำไม่ดีทำให้น้ำขัง โรคเน่าก็เกิดขึ้นได้อีก

         เพื่อไม่ให้เกิดโรคพืชหน้าแล้งและแมลงศัตรูพืช เรามาดู 9 วิธีรับมือโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ในช่วงหน้าแล้ง กันเลยครับ

1. หมั่นสังเกตความผิดปกติของพืชที่ปลูก
หากต้นใดมีอาการของโรคพืชหน้าแล้งเกิดขึ้นให้รีบกำจัดทิ้งแต่เนิ่น ๆ ป้องกันการลุกลาม ต้นที่เหลือก็ให้ฉีดสารเคมีที่ใช้กับโรคนั้น ๆ

Photo by jcomp – Freepik


2. เมื่อเก็บเกี่ยวพืชผลแล้วควรทำลายซังตอ หรือต้นเก่าทุกครั้ง
อย่าให้เหลือทิ้งอยู่ในแปลงปลูก โดยเฉพาะต้นที่เคยเกิดโรค เพราะจะกลายเป็นแหล่งที่ทำให้เชื้อโรคเข้าไปอยู่อาศัย และกลับไปก่อให้เกิดโรคได้อีก

3. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชชนิดเดียวกัน
การปลูกพืชที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เมื่อเกิดโรคครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปก็จะเป็นโรคชนิดเดิมอีก และเมื่อทำการปลูกพืชแบบเดิมต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โรคก็จะเกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด การเปลี่ยนพืชที่ปลูกจะเป็นวิธีที่ทำให้เชื้อนั้นไม่สามารถก่อความเสียหายให้กับพืชชนิดใหม่ได้

4. คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีจากต้นที่พ่อแม่แข็งแรง
ควรหาซื้อพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และต้องมีการคลุกยาป้องกันโรค เพาะเมล็ดหรือพันธุ์ที่ปลอดโรคพืชหน้าแล้งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

5. เปลี่ยนสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน
ทำได้ด้วยการเติมปูนขาวที่ช่วยลดปัญหาเชื้อโรคในดิน หรือการเติมสารที่ก่อให้เกิดกรดลงไป เพื่อไม่ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียที่อยู่ในดิน

6. เตรียมดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก
โดยพลิกไถพรวนดิน ตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้ดินมีธาตุอาหารสมบูรณ์ ทำให้ต้นอ่อนไม่ขาดอาหาร แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันโรค

7. ให้น้ำพืชอย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากหน้าร้อนอุณหภูมิสูง ทำให้พืชมีอัตราการคายน้ำสูง จึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำมากขึ้นและต้องสม่ำเสมอมากเป็นพิเศษ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้น้ำก็คือ 6.00-8.00 น. และ 17.00 น. จนถึงตะวันตกดิน เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการรดน้ำในเวลากลางคืน เพราะมีความชื้นในอากาศสูง ที่อาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อรา และเกิดโรคพืชหน้าแล้งได้

Photo by philip junior mail – Unsplash


8. เพิ่มความชุ่มชื้นหน้าดิน
โดยการหาวัสดุคลุมดินที่ช่วยลดการระเหยของน้ำ เช่น กาบมะพร้าวสับ ฟางข้าว เศษหญ้า มาคลุมดินไว้

9. ตัดแต่งกิ่งที่ไม่จำเป็นหรืออ่อนแอทิ้งไป
เพื่อลดการคายน้ำ การที่ต้นโปร่งยังเป็นการป้องกันโรคพืช และแมลงศัตรูพืชที่จะมารบกวน ทั้งยังจะกระตุ้นการแตกยอดใหม่ ให้ผลิดอกออกผลตามฤดูกาล

เป็นอย่างไรครับ การเกษตรฤดูร้อนไม่ใช่เรื่องง่ายอีกทั้งต้องทุ่มเทในการรักษาเป็นอย่างมาก แต่อย่างที่บอก คือ ไม่ว่าจะโรคพืชหน้าแล้งหรือแมลงศัตรูพืชชนิดอะไรก็ตาม ถ้าคอยรับฟังข่าวสารต่าง ๆ ให้ดี รู้จักป้องกัน และเตรียมตัวรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ไม่ยากเกินไปหรอกครับ ดีกว่ามาแก้ปัญหากันทีหลังมากทีเดียว