วิกฤตมันสำปะหลังที่เกษตรกรไทยต้องรับมือ

Talad App - กุมภาพันธ์ 20, 2020
เกษตรกร

มันสำปะหลัง คือ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เนื่องจากเราเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก รองจากไนจีเรีย โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 9 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 30 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 9 ของผลผลิตมันสำปะหลังจากทั่วโลก ถึงแม้ว่าเราจะผลิตได้น้อยกว่าไนจีเรีย แต่ผลผลิตรของไนจีเรียส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ ดังนั้น เราจึงครองอันดับหนึ่งในการส่งออกมันสำปะหลังออกสู่ตลาดโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณแสนล้านบาทต่อปี (2553 – 2558)

มันสำปะหลังเป็นพืชหัวที่มีการปลูกมาประมาณ 7,000 ปีแล้วนะครับ มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Cassava หรือ Tapioca ด้วยความที่เป็นพืชปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนตั้งแต่ยอดจนถึงราก จึงแพร่หลายการปลูกไปสู่แหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก จนกลายเป็นพืชที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง

ทั่วโลกมีสายพันธุ์มันสำปะหลังถึง 150 สายพันธุ์เลยนะครับ แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป ซึ่งสามารถจำแนกได้จากลักษณะภายนอก ปริมาณของกรดไฮโดรไซยานิก หรือจากอายุการเก็บเกี่ยว แต่มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทยมีเพียง 2 ชนิดหลัก ๆ เท่านั้น คือ

  1. มันสำปะหลังชนิดหวาน (Sweet Type) มีปริมาณกรดไฮโดรไซยานิกต่ำ ไม่มีรสขมใช้เพื่อการบริโภค โดยมีทั้งชนิดที่ให้เนื้อร่วนนุ่ม กับชนิดเนื้อแน่นเหนียว
  2. มันสำปะหลังชนิดขม (Bitter Type) มีปริมาณกรดไฮโดรไซยานิกสูง เป็นพิษ มีรสขม ไม่เหมาะสำหรับการบริโภค หรือใช้หัวสดเลี้ยงสัตว์โดยตรง จึงเป็นชนิดที่นิยมใช้สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปต่าง ๆ เช่น แป้งมัน มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ พลาสติกชีวภาพ เป็นต้น เนื่องจากมีปริมาณแป้งสูง เป็นชนิดที่ประเทศไทยปลูกมากที่สุด
Image by falco from Pixabay

สำหรับสถานการณ์ของมันสำปะหลังในปี 2563 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภาคการเกษตรปี 2563 ว่าจะขยายตัว 2-3% เพิ่มจากปี 2562 ที่ขยายตัวเพียง 0.5% ฟังดูแล้วเหมือนสถานการณ์พืชเกษตร รวมถึงมันสำปะหลังจะดูดีขึ้นนะครับ วิกฤตมันสำปะหลังที่หลายคนกังวลมาตั้งแต่ปีที่แล้วน่าจะคลายตัวขึ้น ถ้าดูจากความคาดการณ์นี้ แต่ถึงอย่างนั้น ตั้งแต่ปลายปีข้ามมาจนถึงต้นปี ภาคเกษตรต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างมากทีเดียว ทั้ง

  • จากเงินบาทแข็งค่าที่เมื่อหลุดกรอบ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐปุ๊บก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรมาก โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่เราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก อุปนายกแป้งมันสำปะหลังแห่งประเทศไทย พูดถึงวิกฤตมันสำปะหลังที่เกิดจากเงินบาทแข็งค่าไว้ว่า “สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าน่าจะแย่ไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ทำให้การส่งออกแป้งมันสำปะหลังมีแนวโน้มลดลง และส่งผลต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าเกษตรในประเทศด้วย”
  • จากปัญหาภัยแล้งที่ในปีนี้คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำจะน้อยกว่าปี 2562 ทั้งนี้บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดประเมินว่า ผลกระทบของสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2563 อาจทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 17,000-19,000 บาท ในเบื้องต้น โดยสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ถือว่าเกิดขึ้นเร็วกว่าปีก่อน และส่อเค้าว่าจะรุนแรงยาวนาน ซึ่งข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย เป็นพืชฤดูแล้งที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับผลผลิตเสียหายมากที่สุด ซึ่งภัยแล้งนอกจากจะกระทบต่อภาคการผลิตในประเทศ และแน่นอนปริมาณผลผลิตที่ส่งออกก็ได้รับผลกระทบด้วย
  • จากปัญหาการระบาดของโรคพืช ซึ่งในส่วนของมันสำปะหลัง เกษตรกรมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease) ระบาดมากกว่าเรื่องของราคาด้วยซ้ำไป เพราะหากมีการระบาดรุนแรง จะทำให้ผลผลิตเสียหายถึง 100% ซึ่งไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคแพร่หลายจากท่อนมันสำปะหลัง และแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งขณะนี้ครม.ก็มีการอนุมัติงบประมาณโครงการป้องกัน และกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อเป็นค่าทำลายต้นที่เป็นโรคและเงินชดเชยให้กับเกษตรกร โดย 4 แนวทางหลักในการปราบโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อรับมือวิกฤตมันสำปะหลังของกรมส่งเสริมการเกษตรก็คือ  สำรวจ ชี้เป้า ทำลาย และชดเชย โดยตั้งเป้าการทำลายไว้ที่ 45,000 ไร่! สำหรับเกษตรกรที่ยินยอมให้ทำลายต้นที่เป็นโรค จะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 3,000 บาท เบื้องต้นคาดว่าจะทยอยจ่ายเงินให้กับเกษตรกรได้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ครับ ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้หมั่นเฝ้าระวังสำรวจแปลงของตัวเองอยู่เสมอนะครับ

จากความเสี่ยงหลายประการที่เกษตรกรต้องเผชิญ การประกันรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมัน, ยาง, ข้าวโพด, ข้าว และมันสำปะหลัง คือหนึ่งในความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ก็นับว่ายังมีช่องโหว่ที่อาจจะต้องนำมาทบทวนกันพอสมควร เพราะหลังจากที่ภาครัฐประกันราคามันสำปะหลังไว้ที่ 2.50 บาท จากราคาเดิมอยู่ที่ 2.30-2.40 บาทต่อกิโลกรัม ก็ลดลงมาอยู่ที่ 2.00 บาทต่อกิโลกรัมทันที ด้วยการกดราคาจากพ่อค้า เนื่องจากคิดว่าเกษตรกรจะได้ส่วนต่างจากราคาประกันอยู่แล้ว นับเป็นอีกสถานการณ์ที่ต้องจับตามองกันเลยล่ะครับจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ผมพูดถึง จะเห็นว่าล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงภายนอก ที่เกษตรกรยากจะควบคุมทั้งสิ้น ฉะนั้นสิ่งที่พวกเราเกษตรกรทำได้ดีที่สุดก็คือ การรักษาคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐานมากที่สุด ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็แนะนำว่ายังเป็นสิ่งที่เกษตรกรไม่ควรละเลย และคุณภาพที่ดีนี่ล่ะครับ ที่จะทำให้เราผ่านวิกฤตมันสำปะหลังไปได้ ดังนั้น ผมจึงขอนำเทคนิค 7 ต. จากแนวคิดการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังตามหลักวิชาการ จากกรมส่งเสริมการเกษตร ที่นำมาประยุกต์ให้เกษตรกรเข้าใจง่ายขึ้นมาแนะนำกัน

  1. เตรียมพันธุ์ดี การใช้ท่อนมันสำปะหลังไม่มีคุณภาพ เปอร์เซ็นต์การงอกและความแข็งแรงจะต่ำ ผลผลิตต่อไร่ก็จะลดลง เกษตรกรจึงควรเลือกใช้ต้นพันธุ์ที่ดี โดยควรมีอายุ 8 – 12 เดือน ตัดทิ้งไว้ไม่เกิน 1 เดือน ขนาดยาว 20 – 25 ซม. และต้องไม่ใช้ส่วนปลาย หรือโคนลำต้นมาทำต้นพันธุ์
  2. เตรียมดินดี เพื่อให้ดินโปร่ง ระบายน้ำได้ดี หัวไม่เน่า วิธีการเตรียมดินก็คือ ไถผานสาม 1 ครั้งเพื่อฝังกลบวัชพืช ไถผาลเจ็ด 1 ครั้งเพื่อย่อยดิน และอาจจะต้องไถระเบิดดินดานในพื้นที่ที่มีปัญหาดินดาน เพื่อให้ถอนง่าย และได้น้ำหนักดี
  3. เติมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำได้โดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ในอัตราไร่ละ 1 – 2 ตัน ร่วมกับใส่ปุ๋ยสูตรเคมี 15 – 15 – 15 หรือ 15 – 7 – 18 , 16 – 8 -14 ไร่ละ 50 – 100 กิโลกรัม หรือจะปลูกพืชตระกูลถั่ว ปอเทือง หมุนเวียนเป็นปุ๋ยพืชสด ในพื้นที่ลาดชันอาจจะไถขวางหรือปลูกหญ้าแฝกลดความชัน
  4. ตัดตอนวัชพืช ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลงกว่า 40% ดังนั้นต้องเตรียมดินให้ดี ไถดินลึกเพื่อกลบฝังวัชพืช หลังปลูก 1 – 4 เดือน ให้กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ
  5. ต้องเก็บเกี่ยวอย่างมีคุณภาพ ควรเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเมื่อมีอายุ 12 เดือน การเก็บเกี่ยวก่อนกำหนดผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งจะต่ำ แต่ถ้าเก็บเมื่อมีอายุ 18 เดือนผลผลิตจะเพิ่มขึ้นได้อีก 50%
  6. ต้องแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมี ป้องกันการทำลายของเพลี้ยแป้งมัน โดยต้องแช่ในส่วนผสมสารเคมี เช่น ไทอะมีโทแซม 25% WG,  อิมิดาโคลพริด 70 %WG, ไดไนทีฟูแรน 10 %WP อย่างน้อย 80 ลิตรต่อท่อนพันธุ์ 1 ไร่วิธีการคือ นำท่อนพันธุ์ใส่ในภาชนะที่เหมาะสม แล้วแช่ในส่วนผสมสารเคมีให้มิดนาน 5 – 10 นาที จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งให้แห้งก่อนนำไปปลูก ถ้าไม่ปลูกทันทีจะเก็บไว้ได้ไม่เกิน 1 คืน
  7. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติขึ้นจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ป้องกันการระบาดของโรคในวงกว้างได้อย่างดี
Image by Anur Al Hadyd from Pixabay

จากข้อมูลที่ผมนำมาบอกเล่ากัน จะเห็นปีนี้สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ถือว่าหนักไม่น้อย แต่อย่าเพิ่งวิตกกังวลไปครับ เนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การรับมือที่ดีที่สุดคือ ติดตามข่าวสาร และสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแก้ปัญหา หรือรับความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ร่วมกับการพัฒนาความรู้ เพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานผลผลิตของตัวเอง ให้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค รวมถึงตลาด แล้วคุณจะผ่านวิกฤตต่าง ๆ ไปได้ด้วยผลกระทบที่น้อยที่สุดครับ