การเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร

ความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรนั้นเป็นกลุ่มความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 75 ของการใช้น้ำทั้งหมดเลยทีเดียว ประเด็นก็คือ แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งน้ำตามธรรมชาติอยู่มากมาย แต่ในบางพื้นที่ก็ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน จึงขาดแหล่งกักเก็บน้ำฝน ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและปัญหาโลกร้อน ทำให้ปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอน บางปีน้อยจนเกิดภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ ซึ่งแต่ละครั้งก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างมาก บางพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากและขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้น แหล่งน้ำจืดของไทยยังประสบปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงจำเป็นต้องขุดน้ำบาดาลมาใช้ในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งจากการสำรวจ ในไทยมีแอ่งน้ำบาดาลทั่วประเทศ 27 แอ่ง ปริมาณรวม 1.13 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำที่มีศักยภาพพัฒนาขึ้นมาใช้ได้ปีละ 45,385 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่ความต้องการใช้น้ำนั้นยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและประชากร

Water Well System – Dreamstime

หากจะว่ากันตามกฎหมายแล้ว พรบ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ได้ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการน้ำบาดาลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิ์ครอบครองที่ดินในเขตนั้นหรือไม่ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นั่นหมายความว่า เกษตรกรต้องไปดำเนินการยื่นคำขออนุญาตเจาะจากเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลประจำท้องที่ที่มีอยู่ทุกจังหวัดเท่านั้น มิฉะนั้นจะถือว่าทำผิดกฎหมาย โดยทั้งประชาชนทั่วไปและนิติบุคคลสามารถยื่นคำขอใบอนุญาต ณ ที่ทำการ อบต. หรือเทศบาลที่อาศัยอยู่ ซึ่งเอกสารที่ประชาชนใช้ประกอบการขออนุญาต ได้แก่

  1. สำเนาบัตรประชาชน
  2. สำเนาหลักฐานกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง
  3. แผนที่สังเขปแสดงเส้นทางและสถานที่ที่จะเจาะน้ำ
  4. เอกสารอื่นตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด

นอกจากเอกสารที่ต้องเตรียมแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระด้วย อยู่ที่ประมาณ 500-800 บาท เมื่อได้รับคำขอ ทางเจ้าพนักงานประจำท้องที่ก็จะมีการดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ โดยนักธรณีวิทยามาสำรวจจุดขุดเจาะที่เหมาะสม และคาดการณ์ความลึกที่จะต้องขุด ซึ่งความตื้นลึกนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพชั้นดินและหินของแต่ละพื้นที่ แล้วส่งเรื่องให้อนุกรรมการพิจารณาว่าอนุญาตให้เจาะหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการออกกฎหมายห้ามขุดเจาะบ่อในจังหวัดไหนหรือสงวนพื้นที่ใดเป็นพิเศษ                                                                                                                                

เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ในกรณีที่เป็นการขออนุญาตจากประชาชนทั่วไปเพื่อใช้ในชุมชน เจ้าหน้าที่จะนำเครื่องจักรมาขุดเจาะให้ แต่หากเป็นเอกชนก็ต้องจ้างผู้รับเหมาต่อไป โดยทั่วไปแล้วมีขั้นตอนดำเนินการขุดเจาะดังต่อไปนี้

  1. เจ้าหน้าที่นำชุดเครื่องจักรสำหรับขุดเจาะมาขุดเจาะบ่อ โดยปกติแล้วจะใช้เวลาเฉลี่ย 4 วันต่อบ่อ การเจาะจะมีสองระบบผสมกัน คือ
    – ระบบน้ำเวียนในการเจาะหน้าดินเพื่อไม่ให้หน้าดินถล่ม
    – ระบบแอร์คอมเพรสเซอร์ (ระบบเจาะลม) โดยใช้ชุดกระบอกเจาะชั้นหินลงไปจนถึงระดับน้ำ
  2. นำชุดเครื่องจักรสำหรับพัฒนาบ่อน้ำ โดยมีเครื่องเป่าลมมาเป่าล้างทำความสะอาดให้น้ำมีความใส 
  3. วัดระดับน้ำและสูบทดสอบ วิเคราะห์ว่าแหล่งน้ำที่ได้เพียงพอต่อการพัฒนาและนำมาใช้หรือไม่ หากไม่เพียงพออาจต้องกลบดินกลับให้เป็นเหมือนเดิม แล้วหาจุดขุดเจาะใหม่ หรือเพิ่มจุดขุดเจาะจนกว่าจะได้น้ำเพียงพอต่อความต้องการ
  4. ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ
  5. เก็บน้ำตัวอย่างไปเข้าแล็บที่กองวิเคราะห์คุณภาพน้ำและทำรายงาน โดยน้ำที่ได้จะต้องมีคุณลักษณะทางเคมีและแบคทีเรียตามที่กำหนด ว่าจะสามารถใช้ได้ในระดับไหน เช่น นำมาใช้ดื่ม อาบน้ำ หรือใช้ในการเกษตรได้เท่านั้น เช่น ชำระล้าง รดน้ำ เป็นต้น
  6. ส่งมอบบ่อเพื่อสร้างเป็นระบบประปาบาดาลต่อไป

จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้มีรายละเอียดซับซ้อนและต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนกว่าจะได้น้ำมาใช้ ทั้งยังมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ใครที่ไม่แน่ใจก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนดำเนินการขุดเจาะจริง ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับเกษตรกรรมและไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารดี ๆ แบบนี้ก็อย่าลืมดาวน์โหลดตลาดแอปมาใช้กันนะครับ