ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภัยแล้ง พร้อมวิธีเอาตัวรอดของเกษตรกรไทย

ตั้งแต่ปลายปีกระทั่งเข้าปีใหม่ 2563 ข่าวภัยแล้งมีมาอย่างต่อเนื่องและดูท่าว่าจะรุนแรงยิ่งกว่าทุกปีเลยนะครับ ซึ่งจากข้อมูลสถิติภัยแล้งที่บันทึกไว้โดยกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ปี 2562 มีปริมาณฝนน้อยที่สุด และแล้งมากที่สุดในรอบ 40 ปี ทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ยังออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า จากสถานการณ์ฝนแล้ง และฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – ธันวาคมของปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเสียหายครอบคลุมทุกภาคของไทย รวม 19 จังหวัด

โดยมีพื้นที่เสียหายด้านพืช 5,203,667 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 4,395,136 ไร่, พืชไร่ 804,664 ไร่, พืชสวนและอื่น ๆ 3,866 ไร่ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 5,822.07 ล้านบาท และพบว่าสถานการณ์ภัยแล้งยังคงจะส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำ ด้วยข้อมูลนี้ทำให้ศูนย์พยากรณ์หลายสำนัก ออกมาให้ความเห็นว่า ฤดูแล้งในปี 2563 นี้จะรุนแรงและยาวนานไปจนถึงเดือนพฤษภาคมโน่นเลยล่ะครับ

ภัยแล้งเป็นภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เป็นเวลานาน  จนทำให้เกิดความแห้งแล้งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรไทยมักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุดเพราะมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต โดยมักจะก่อให้เกิดผลกระทบหลายต่อ เช่น ผลผลิตทางการเกษตรและปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ สัตว์เลี้ยงเกิดโรคระบาด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของดิน จากสภาพความแห้งแล้งและการระเหยของน้ำใต้ดิน ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรกลายสภาพเป็นดินเค็มจนไม่สามารถทำการเกษตรได้

โดยสาเหตุหลักของการเกิดภัยแล้งมีอยู่ 2 อย่างคือ เกิดจากธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก สภาพอากาศ และระดับน้ำทะเล รวมถึงจากภัยธรรมชาติ และปัจจัยที่สองคือ เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การทำลายชั้นโอโซน, การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม, การตัดไม้ทำลายป่า

ในประเทศไทยภัยแล้งมักจะเกิดขึ้นอยู่ 2 ช่วงด้วยกัน คือ

  1.  ครึ่งหลังของเดือนตุลาคมเป็นต้นไป กระทั่งกลางเดือนพฤษภาคมที่เข้าสู่ฤดูฝนในปีถัดไป ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก
  2. ปลายเดือนมิถุนายน- กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน ที่จะมีฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้น โดยลักษณะดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ หรืออาจจะขยายวงกว้างในบางพื้นที่ของไทย
Photo created by jcomp – www.freepik.com

จากผลกระทบที่เกิดจากปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรไทยจึงจำเป็นจะต้องปรับตัวกันขนานใหญ่เพื่อความอยู่รอด ที่เห็นได้ชัดจากการศึกษาของนักวิจัย ก็เช่น ชาวนาไทยปรับมาใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหลากหลายมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการหันมาปลูกข้าวพันธุ์ทนแล้ง เช่น กข 79 และ กข 6  เป็นต้น ทั้งยังมีการปรับใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในฤดูกาลปลูกข้าวนาปี จากข้าวขาวมาเป็นข้าวหอมมะลิ 105 มากขึ้น ทำให้ในปี 2559 พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้นถึง 27.2% ของพื้นที่ข้าวนาปีทั้งหมด

ถึงอย่างนั้นกระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ก็ยังพยายามสร้างความตระหนักให้เกษตรกรไทยรับรู้ ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยแล้ง เพื่อให้ปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ตามคำแนะนำดังนี้

  1. ปรับเปลี่ยนผลผลิตให้เหมาะกับศักยภาพของพื้นที่ – โดยใช้ข้อมูลจาก Big Data ด้านการเกษตร เพื่อประกอบการตัดสินใจและวางแผนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในการเพาะปลูก
  2. งดทำนาปรัง – เพื่อป้องกันนาข้าวได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ
  3. ปลูกพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ใช้น้ำน้อย – เพื่อช่วยในการประหยัดน้ำ
    ซี่งการศึกษาถึงแนวทางบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจระดับภาค โดยใช้ Agri-Map และ Big Data พบว่า พืชทางเลือกน่าสนใจที่เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อทดแทนการทำนาปรัง คือ

    คะน้า มีระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 วัน/รอบ ให้ผลกำไร 13,0350/ไร่/รอบ
    กวางตุ้ง ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน/รอบ ให้ผลกำไร 18,082 บาท/ไร่/รอบ
    ถั่วฝักยาว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 80 วัน/รอบ ให้ผลกำไร 7,836 บาท/ไร่/รอบ
    แตงกวา ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 15 วัน/รอบ ให้ผลกำไร 9,934 บาท/ไร่/รอบ
    มะระจีน ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 50 วัน/รอบ ให้ผลกำไร 12,792 บาท/ไร่/รอบ
    พริก ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70 วัน/รอบ ให้ผลกำไร 20,682 บาท/ไร่/รอบ
  4. ทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย – เช่น ใช้พลาสติกคลุมดิน, ใช้เศษหญ้าคลุมโคนต้นไม้ หรือวางระบบน้ำหยดในพื้นที่เพาะปลูก
  5. สร้างระบบกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตัวเอง – สามารถใช้วิธีขุดบ่อร่องน้ำ หรือบ่อน้ำบาดาล สำหรับใช้ในการเกษตร
  6. ป้องกันไม่ให้น้ำรั่วไหลแบบสูญเปล่า – โดยให้นำกระสอบทรายมาอุดรอยรั่ว หรือใช้พลาสติกมารองบ่อน้ำกันการรั่วซึม

ทั้งหมดที่นำมาบอกกล่าวกันนี้ เป็นทั้งที่มาและการรับมือกับภัยแล้งที่เกษตรกรไทยไม่ควรละเลย และควรจะต้องปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อให้เอาตัวรอดได้ในช่วงภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ