เกษตรกรกับสารเคมี

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับเกษตรกรและสารเคมีทางการเกษตรมีมานานและอย่างต่อเนื่องนะครับ ทั้งในมุมของผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ผลิตเอง ยิ่งเมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติปรับเพิ่มระดับความอันตรายของ พาราควอต (Paraquat), ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 มาเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ทำให้ไม่สามารถผลิต จำหน่ายหรือมีในครอบครองได้ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 จึงทำให้การพูดคุยเกี่ยวกับสารเคมีทางการเกษตรขยายออกเป็นวงกว้างด้วย

         มีหลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมเกษตรกรไทยจะต้องใช้สารเคมีทางการเกษตรด้วย ทั้งที่ก็ทราบกันดีว่าเป็นอันตรายทั้งกับผู้บริโภคและตัวของเกษตรกรเอง ข้อมูลบอกไว้ว่า อาจจะมีที่มาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 6 (ประมาณปีพ.ศ. 2530) ที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตเกษตรเชิงพาณิชย์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้กับภาคเกษตรได้เพียงพอ การสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช สารเคมีกำจัดวัชพืช และ ฮอร์โมนพืชจึงเกิดขึ้น

         ประกอบกับเกษตรกรไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดทางด้านเงินทุนและความรู้เกี่ยวกับสารทดแทนที่เป็นทางเลือกอื่นๆ ดังนั้นการใช้สารเคมีทางการเกษตรจึงตอบโจทย์ เพราะทั้งมีราคาถูกและเห็นผลในการใช้งานอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก ซึ่งสารเคมีทางการเกษตรที่อยู่คู่กับเกษตรกรไทยที่เห็นได้ทั่วไป คือ

  1. สารเคมีกำจัดวัชพืช (Herbicides)
    หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ยาฆ่าหญ้า’ ที่ปัจจุบันมีการแบ่งตามลักษณะการใช้งานหลายรูปแบบ เช่น สารเคมีกำจัดวัชพืชที่ใช้ในการเตรียมดิน (Pre-Planting), สารที่ใช้หลังการหว่านพืช (Pre-Emergence), สารเคมีที่ใช้หลังจากพืชงอกพ้นดินแล้ว (Post-Emergence) หรือจะเป็นสารเคมีที่ทำลายวัชพืชแบบเฉพาะเจาะจง (Selective), สารเคมีที่ทำลายที่สัมผัสถูกใบ (Contact) เป็นต้น
  2. วัตถุอันตรายทางการเกษตร (Pesticides)
    คือสารที่ใช้เพื่อป้องกัน ทำลาย ดึงดูด ขับไล่ หรือควบคุมศัตรูพืชและสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์ เป็นการนำมาใช้ทั้งระหว่างการเพาะปลูก การเก็บรักษา การขนส่ง การจำหน่าย ระหว่างกระบวนการผลิต หรืออาจเป็นสารเคมีที่ใช้กับสัตว์เพื่อควบคุมปรสิตภายนอก (Ectoparasites) และยังหมายรวมถึง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช สารทำให้ใบร่วง – ผลร่วง สารยับยั้งการแตกยอดอ่อน สารที่ใช้กับพืชผลก่อนหรือหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการเสียหายระหว่างการเก็บรักษาและการขนส่ง โดยวัตถุอันตราย
  3. สารกำจัดศัตรูพืช
    จะแบ่งตามสูตรโครงสร้างทางเคมี ดังนี้
  • สารประกอบฟอสเฟต (Organophosphate Compound) เช่น แอซีเฟต, คลอร์ไพริฟอส, พาราไทออน, แอไซนอน เป็นต้น
  • สารกลุ่มคาร์บาเนต (Carbamate Compound) เช่น คาร์บาริล, บีโนมิลล์
  • สารประเภทไพรีทรอยด์ (Pyrethroid Compound) เช่น ไพรีทริน, ไบโอเรสเมทริล ที่จะสลายตัวได้เร็วภายใน 3-7 วัน
  • สารประกอบคลอรีน (Organochlorine Compound) เช่น ดีดีที, คลอร์เดน ที่เป็นประเภทสลายตัวได้ช้า จึงตกค้างอยู่ในดินได้นับสิบ ๆ ปี คนและสัตว์เมื่อได้รับสารกลุ่มนี้จะสะสมไว้ในไขมันของร่างกาย และขับออกทางน้ำนมด้วย ประเทศไทยและหลายประเทศในโลกจึงยกเลิกใช้สารกลุ่มนี้ทางการเกษตร
  • ปุ๋ย (Fertilizer) พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 ให้คำจำกัดความปุ๋ยว่า หมายถึง สารอินทรีย์ หรือสารอนินทรีย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นอาหารธาตุแก่พืชได้ไม่ว่าจะโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดิน เพื่อบำรุงการเจริญเติบโตแก่พืช
  • ฮอร์โมนพืช (Hormones) มีอยู่ในพืชทุกชนิด โดยเป็นสารอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ เพื่อส่งสัญญาณในการเริ่มกระบวนการสร้าง ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงส่วนต่าง ๆ ทั้งการงอกของเมล็ดพืช การออกดอก ออกผล ผลัดใบ รวมทั้งยับยั้งการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาของต้นพืช ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถสังเคราะห์ ‘สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช’ (Plant Growth Regulator) สารอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติคล้ายกับฮอร์โมนพืชตามธรรมชาติได้แล้ว และถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางแทนฮอร์โมนพืชตามธรรมชาติที่แต่ละต้นจะผลิตออกมาได้น้อยมาก

ดูจากประโยชน์ของสารเคมีแต่ละประเภทที่มีมากพอสมควร คงจะยากทีเดียวครับ ถ้าจะบอกให้เกษตรกรไทยเลิกใช้สารเคมีกันแบบหักดิบไปเลย ทางที่ดีผมคิดว่าน่าจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป หาจุดร่วมที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย แต่สิ่งที่ควรทำก่อนเลยก็คือ ให้ความรู้ในการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยกับเกษตรกร ซึ่งผมขอนำหลัก ‘เกษตรกรปลอดภัย อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง’ จากกรมควบคุมโรคมาแนะนำเพื่อนเกษตรกรไว้ดังนี้ครับ

ภาพจาก สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

อ่าน (ก่อนใช้)
อ่านฉลาก ทำตามคำแนะนำก่อนใช้
ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งานทุกครั้ง
ห้ามเปิดขวดและซองสารเคมีด้วยปาก
ห้ามใช้มือเปล่าผสมสารเคมี

ใส่ (ระหว่างการใช้)
ใส่เสื้อผ้า อุปกรณ์ป้องกันให้มิดชิด
ยืนเหนือลมขณะฉีดพ่น
ห้ามสูบบุหรี่ กินอาหาร ดื่มน้ำ
หากสารเคมีเป็นกรด ให้รีบล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด

ถอด (หลังการใช้)
ถอดเสื้อผ้าแยกซัก
อาบน้ำทันทีหลังฉีดพ่นเสร็จ

ทิ้ง (หลังการใช้)
ไม่ทิ้งบรรจุภัณฑ์รวมกับขยะทั่วไปหรือแหล่งน้ำ
หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์

มีอีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์กับเกษตรกรที่ใช้สารเคมีทางการเกษตรมากทีเดียว นั่นคือการใช้โดรนเพื่อการเกษตร เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ประหยัดเวลา ลดความเสียหาย ช่วยลดแรงงานในการทำงานเกษตร ที่สำคัญยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายที่เกิดจากการฟุ้งกระจายของสารเคมีที่จะสัมผัสโดยตรงกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี เท่าที่เห็นมีการนำโดรนเพื่อการเกษตรมาใช้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยนำมาใช้ เช่น

  1. หว่านปุ๋ยและฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งการใช้โดรนเพื่อการเกษตรจะเกิดประสิทธิภาพดีกว่าการใช้แรงงานคน เพราะในพื้นที่ปลูกข้าว 10 ไร่ ใช้เวลาทำงานเพียง 10 นาทีในการฉีดพ่นยาและหว่านปุ๋ย แถมยังใช้คนในการควบคุมเพียง 1-2 คนเท่านั้น
  2. รดน้ำและให้ฮอร์โมน ช่วงเวลาในการรดน้ำและให้ฮอร์โมนพืชค่อนข้างจำกัด คือไม่เกิน 7 โมงเช้า เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่พืชปากใบเปิด การมีพื้นที่มากย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำได้เสร็จสมบูรณ์ทันเวลา แต่โดรนเพื่อการเกษตร 1 ลำ สามารถฉีดพ่นพืชตระกูลไร่ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลังได้ถึง 200 ไร่ต่อวัน! ด้วยการควบคุมของคนไม่เกิน 2 คนเท่านั้น

สำกรับเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีเกษตร ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ย ยาฮอร์โมน ทั้งที่ใช้ด้วยแรงงานคนและสำหรับโดรน ทางกรมวิชาการเกษตรก็ได้จัดทำโครงการร้าน Q Shop หรือโครงการร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ซึ่งร้านเคมีเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน Q shop นั้นจะต้องผ่านขั้นตอนการประเมิน มีใบอนุญาตรับรองทั้งในการขายปุ๋ย ขายเมล็ดพันธุ์ควบคุมและผ่านมาตรฐานอื่นๆของโครงการ ดังนั้นเกษตรกรจึงมั่นใจได้เลยว่าจะได้ซื้อปัจจัยการผลิตที่ปลอดภัยแน่นอน ซึ่งตอนนี้เกษตรกรทั่วประเทศก็สามารถค้นหาร้าน Q Shop ในพื้นที่ใกล้เคียงของท่านได้อย่าง่ายดาย บนตลาดแอป แค่ไปที่หน้าหลักของแอปแล้วกดที่ปุ่ม “ร้านอะไหล่และเคมีเกษตร” เพียงเท่านี้ก็จะพบร้าน Q shop แสดงบนแผนที่ เลือกร้านที่ใกล้และสะดวกที่สุดได้เลยครับ