ปรับตัวรับวิกฤตด้วยการทำเกษตรผสมผสาน

Talad App - พฤษภาคม 21, 2020
เกษตรกร

ในอดีตเกษตรกรไทยมักนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว (monoculture) ที่ให้ผลกำไรดี (cash crop) เช่น ทำนาข้าวเพียงอย่างเดียวในพื้นที่การเกษตรทั้งหมด เป็นการปลูกพืชชนิดเดียวปริมาณมากๆเพื่อหวังทำกำไรช่วงที่ราคาดี แต่ทว่าพอถึงคราวราคาตก หรือประสบภัยแล้งอย่างในปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมาและช่วงต้นหน้าฝนของปีนี้ที่มีแนวโน้มจะเกิดฝนทิ้งช่วง ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการโดนตัดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จนไปถึงการก่อหนี้สิน หากจะหันไปปลูกพืชชนิดอื่นในพื้นที่เดิมก็ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเพื่อให้เป็นการลดความเสี่ยงจากการทำเกษตรแบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตลาดแอปจึงมีแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า integrated farming มาเป็นแนวทางให้เกษตรกรบ้านเรานำไปศึกษาและปรับใช้กันครับ

เกษตรผสมผสานเป็นอย่างไร?

เกษตรแบบผสมผสาน คือ การทำกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป โดยกิจกรรมแต่ละอย่างจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่ การเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก หรือเพาะเห็ด ร่วมไปกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา ในพื้นที่ และช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อดีหลัก ๆ คือ สามารถช่วยลดความเสี่ยง หากเกิดวิกฤตต่าง ๆ ที่ทำให้ราคาตลาดของพืชที่เราปลูกนั้นตกตํ่าลงมาอย่างไม่คาดหมาย หากปลูกพืชหลายชนิดบางชนิดก็จะยังคงมีราคาที่ดีอยู่ ทำให้เฉลี่ยกันแล้วมีความเสี่ยงในการขาดทุนน้อยลง ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นรายวัน หรือรายเดือน ทำให้มีรายได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังช่วยกระจายการใช้แรงงานไปในตัวอีกด้วย เพื่อช่วยให้หลาย ๆ ท่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น เราได้ยกตัวอย่างการทำเกษตรแบบผสมผสานมาฝากดังนี้

  • การปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ผักหวาน หน่อไม้ฝรั่ง เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบมาบริโภคในครัวเรือน เมื่อเหลือจากการประกอบอาหารก็นำไปขาย ช่วยเพิ่มรายได้ในขณะเดียวกัน 
  • หากปลูกพืชหลักเป็น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย แล้วปลูกปอเทืองซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วในบริเวณเดียวกัน เมื่อไถกลบ ปอเทืองจะปล่อยไนโตรเจนในปริมาณสูง ช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดินให้อุดมสมบูรณ์ พืชหลักก็จะเจริญตาม แต่ต้องระมัดระวังอย่าปลูกปอเทืองจำนวนมากเกินไป เพราะหากพืชได้รับไนโตรเจนเกินกว่าที่ควรจะทำให้อ่อนแอต่อโรค เจริญเติบโตช้า และออกผลน้อยแทน
  • การปลูกข้าวแซมด้วยการปลูกไม้ยืนต้นช่วยแก้ปัญหาดินเค็ม ซึ่งพบมากในพื้นที่ภาคอีสาน เนื่องจากไม้ยืนต้นจะดูดใช้น้ำ ช่วยลดปริมาณน้ำชั้นใต้ดินไหลลงไปชะล้างกับหินเกลือที่อยู่ด้านล่าง ทำให้การแพร่กระจายของดินเค็มลดลง ช่วยปรับให้สภาพดินดีขึ้น พืชก็เจริญเติบโตงอกงามและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 
  • การปลูกหญ้าแฝกช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน 
  • บรรดาวัชพืชทั้งหลายที่เติบโตในพื้นแทนที่จะถางทิ้งไป บางชนิดสามารถนำมาทำปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งเศษวัสดุอย่างรากไม้ กิ่งไม้ต่าง ๆ ก็สามารถนำมาทำเป็นถ่านได้
Photo by Rajesh Ram on Unsplash

เริ่มทำเกษตรผสมผสานอย่างไรดี

หากเริ่มวางแผนให้ดีตั้งแต่แรกว่าจะนำที่ดินที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไรจึงจะทำให้การทำเกษตรผสมผสานมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น สามารถเริ่มต้นจากกลยุทธ์ที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น 

  • การแบ่งพื้นที่ใช้งานเป็น 4 ส่วน ในอัตรา 30:30:30:10 ได้แก่ 
    • 30 เปอร์เซ็นต์แรกให้ขุดสระกักเก็บน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บน้ำในฤดูฝนไว้ใช้ปลูกพืชในหน้าแล้ง และใช้เลี้ยงสัตว์ 
    • 30 เปอร์เซ็นต์ที่สองไว้ปลูกข้าว
    • 30 เปอร์เซ็นต์สุดท้าย ไว้ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น ผักสวนครัว สมุนไพร ให้คละกันอย่างเหมาะสม
    • ที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ เช่น สร้างโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลผลิต เป็นต้น
  • ถ้าต้องการจะปลูกข้าวเป็นหลัก การทำคันนาให้กว้างขึ้นจะเหลือพื้นที่ให้ปลูกพืชผักชนิดอื่นแซมได้ 
  • การเลือกดูคุณสมบัติพืชผัก ผลไม้ ที่นำมาปลูกก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เช่น กล้วย ซึ่งมีคุณสมบัติดูดซึมน้ำได้ดี ทำให้พืชที่ปลูกแซมได้รับน้ำเพียงพอ

ในขั้นต้นนั้น ตลาดแอป ได้นำเสนอแอปพลิเคชั่นใหม่ ที่รวมฟังก์ชั่นการวัดมี่ดินเข้าไปด้วย นั่นก็คือแอปพลิเคชั่น ฟาร์มคิท ช่วยให้เกษตรกรวางแผนในการบริหารที่ดินได้ สามารถคำนวณและจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงแค่ปลายนิ้ว นอกจากนี้ ท่านยังสามารถเช็คราคาสินค้าเกษตรในแอปนี้ได้ทันที ช่วยให้รู้ทันความเคลื่อนไหวของราคาผลิตผลทางการเกษตรในตลาดได้ ทำให้มีแนวทางในการเตรียมตัวเพิ่มผลผลิตพืชที่ราคาดีหรือปรับตัวรับมือพืชที่ราคาต่ำลงได้อย่างทันท่วงที เรื่องของเกษตรผสมผสานนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องยาก ลองศึกษาเพิ่มเติมสักหน่อยก็จะช่วยให้เรารู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่าและได้ผลผลิตดีที่สุด ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ความเป็นอยู่และรายได้ของเกษตรกรชาวไทยนั้นมั่นคงยิ่งขึ้นในระยะยาว