มา Warm up เครื่องจักรของคุณให้พร้อมสำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยว

หจก.เฮงอะไหล่ (คลอง11) - ตุลาคม 18, 2019
ช่าง, ผู้ให้บริการเกษตร

หลังจากเกษตรกรทำงานหนักเพื่อดูแลฟูมฟักพืชผลกันมาหลายเดือน ฤดูกาลเก็บเกี่ยวคือสิ่งที่ทุกคนรอคอย เพราะนอกจากจะหมายถึงงานที่ลงแรงไปจะใกล้เสร็จสมบรูณ์แล้ว ยังจะเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้ชื่นชมกับผลผลิตที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน แล้วถ้าปีไหนผลผลิตดีเกษตรกรก็ได้ยิ้มกันหน้าบาน หายเหนื่อย แต่ก่อนจะถึงช่วงเวลานั้นยังมีงานที่รอให้ทำอยู่อีกมาก แต่ถือว่าสมัยนี้ดีกว่าก่อนเยอะครับ เกษตรกรไทยมีเครื่องไม้เครื่องมือ มีเทคโนโลยีที่นำมาช่วยในการเก็บเกี่ยวผลผลิตมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นรถไถ, รถแทรคเตอร์, รถเกี่ยวข้าวและข้าวโพด หรือรถตัดอ้อย ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ตามประเภทของงาน

เพื่อให้เครื่องจักรกลเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งจะต้องทำงานหนักแบบลากยาว เกษตรกรจะต้องมีการดูแลและบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างถูกวิธี โดยพื้นฐานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถไถ, รถแทรคเตอร์, รถเกี่ยวข้าวและข้าวโพด หรือรถตัดอ้อย การดูแลก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกครับ หลัก ๆ แล้วจะเป็นการดูแลรักษาที่ทำประจำวัน และที่ทำเป็นระยะเวลาตามคู่มือการใช้งานที่กำหนดไว้ ผมขอยกตัวอย่างการดูแลและบำรุงรักษาเครื่องจักรที่เกษตรกรใช้กันแทบทุกคน อย่างรถแทรคเตอร์ก็แล้วกันนะครับ

รถแทรคเตอร์ ถ้าต้องการให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องซ่อมแซมกันบ่อย ๆ  และพร้อมเสมอสำหรับการใช้งาน จะต้องให้ความสำคัญทั้งการดูแลรักษาแบบประจำวัน และตามระยะเวลา ดังนี้

การบำรุงรักษาประจำวันมี 9 อย่างหลัก ๆ คือ

1. แบตเตอรี่

ต้องกรวดน้ำกลั่นแบตเตอรี่ทุกวัน โดยให้จอดรถแทรคเตอร์บนพื้นราบขณะตรวจ ถ้าระดับน้ำกลั่นต่ำ ให้ถอดฝาปิดออกแล้วเติมน้ำกลั่นลงไปจนได้ระดับ ห้ามเติมน้ำกรด

2. ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง

ควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้เต็มถังตอนเย็นหลังจากเสร็จงานประจำวัน เพื่อพร้อมที่จะทำงานได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น ผมเตือนว่าต้องระวังไม่ให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีสิ่งสกปรกและน้ำเจือปน

3. ระบบระบายความร้อน

ถ้าแทรคเตอร์เป็นเครื่องยนต์ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ น้ำในหม้อน้ำควรจะเต็มตลอดเวลา อย่าให้เศษหญ้า ใบไม้ติดอยู่หน้าช่องรังผึ้งหม้อน้ำ ควรตรวจความตึงของสายพานให้ถูกต้อง ถ้าสายพานตึงเกินไป จะทำให้ลูกปืนที่ปั๊มน้ำและไดนาโมหลวม ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้สายพานเสียเร็ว ส่วนถ้าสายพานหย่อนเกินก็จะทำให้เครื่องร้อนมาก

4.น้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย

ให้ตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายในห้องเกียร์ และห้องเฟืองท้ายให้อยู่ขีดสูงของไม้วัดระดับอยู่เสมอ

5.หม้อกรองอากาศ

ถ้าหม้อกรองอากาศเป็นชนิดแช่น้ำมัน ให้คุณดูว่าน้ำมันควรจะอยู่ในระดับที่ถูกต้องเสมอ หม้อกรองชนิดนี้จะกรองฝุ่นละอองออกจากอากาศ โดยอากาศจะถูกดูดผ่านน้ำมัน ซึ่งน้ำมันจะจับฝุ่นละอองออกจากอากาศอีกทีหนึ่ง ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนน้ำมันใหม่ทันที ให้เลือกใช้น้ำมันเครื่อง ถ้าดูแล้วน้ำมันเปลี่ยนสีเพราะฝุ่นละอองมาก คุณสามารถเปลี่ยนน้ำมันได้มากกว่า 1 ครั้งต่อวัน

6. น้ำมันเครื่อง

ในการตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ทำทุกวัน คุณจะต้องดู 2 อย่าง คือ ดูว่าระดับน้ำมันเครื่องถูกต้องหรือไม่จากไม้วัดระดับน้ำมัน และดูสภาพของน้ำมันเครื่อง ถ้าน้ำมันเครื่องดำมากก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ ควรถ่ายน้ำมันเครื่องออกขณะที่เครื่องยังร้อน และรถแทรคเตอร์จอดอยู่บนพื้นที่ราบ

7. ยาง

โดยหลักการแล้วลมในยางล้อหลังควรจะมีความดัน 12 ปอนด์/ตารางนิ้ว – 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว (0.85 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร – 1.05 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร) นั่นคือขณะทำงานใช้ความดัน 12 ปอนด์/ตารางนิ้ว และขณะขนส่งใช้ 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว 

8. น็อตและสลัก

ในขณะปฏิบัติงานรถแทรคเตอร์จะมีการสั่นสะเทือนค่อนข้างมาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้น็อตและสลักหลวม ทำให้จะต้องตรวจสอบทุกวันและขันให้แน่นเสมอ

9. จุดอัดจารบี

ควรจะต้องอัดจารบีทุกจุดที่สำคัญทุกวัน ถ้าหัวอัดจารบีอุดตัน ให้ถอดออกมาล้างด้วยน้ำมันเบนซิน  ใช้ลมเป่าสิ่งอุดตันออกให้หมด ก่อนที่จะใส่เข้าไปใหม่

การบำรุงรักษาเป็นระยะ ๆ ส่วนใหญ่จะมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือประจำรถ ที่บริษัทผู้ผลิตจากไว้ให้เมื่อซื้อรถ อย่างเช่น

1. การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

ส่วนใหญ่บริษัทผู้ผลิตรถแทรคเตอร์ จะแนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องหลังจากปฏิบัติงานมาประมาณ 120 ชั่วโมง น้ำมันเครื่องที่ใช้ต้องเป็นชนิดเดียวกัน

2. การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย

ควรเปลี่ยนหลังจากปฏิบัติงานประมาณ 700 ชั่วโมง น้ำมันที่ใช้เติมต้องสะอาด มีความข้น และคุณภาพตรงตามที่กำหนดไว้ในหนังสือคู่มือ

3. การอัดจารบีปั๊มน้ำและการหยอดน้ำมันไดนาโม

ปกติจะแนะนำให้ทำในเวลาเดียวกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แต่ถ้าหยอดน้ำมันไดนาโมมากเกินไป อาจจะเป็นสาเหตุให้ทุ่นของไดนาโมเสียหายได้ แต่ก็มีไดนาโมบางชนิดนะครับที่ไม่ต้องหยอดน้ำมันตลอดอายุการใช้งาน

4. การอัดจารบีและขันล้อหน้าให้แน่น

การอัดจารบีที่ดุมล้อจนกระทั่งจารบีเก่าไหลออกมาจนหมด และการขันล้อให้แน่น ปกติจะแนะนำให้ทำปีละหนึ่งครั้ง

5. การตั้งเบรคและคลัช

ตามหลักควรจะตรวจสอบทุก ๆ 2  เดือน หรือตั้งพร้อมกับการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย ซึ่งสามารถดูวิธีการตั้งที่ถูกต้องเหมาะสมจากหนังสือคู่มือ

6. การทำความสะอาดหรือเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง

ควรทำตามคำแนะนำของหนังสือคู่มือ เพราะจะระบุวิธีทำความสะอาด และชนิดของไส้กรองที่ใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม

จากวิธีการดูแลและบำรุงรักษาแทรคเตอร์ คิดว่าคุณคงจะพอเห็นภาพว่าในการดูแลและบำรุงรักษาเบื้องต้นสำหรับเครื่องจักรทุกประเภทการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรถไถ, รถแทรคเตอร์, รถเกี่ยวข้าวและข้าวโพด หรือรถตัดอ้อย จะต้องมีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในฤดูเก็บเกี่ยวก็ตาม เพื่อที่ว่าเมื่อถึงฤดูจะได้มีเครื่องยนต์ที่พร้อมใช้ทำงานทันที ไม่ต้องเสียเวลามาซ่อมแซมให้เสียอารมณ์  ส่งผลให้ฤดูเก็บเกี่ยวของคุณผ่านไปได้อย่างดี และมีผลผลิตที่ดีอย่างที่ตั้งใจแน่นอนครับ

แต่ถ้าใครกำลังมองหาช่างซ่อมหรืออู่ซ่อมเครื่องจักรมืออาชีพ ผมขอแนะนำให้ลองเสิร์ชดูใน Talad App เลยครับ คุณสามารถเปรียบเทียบและตามหาช่างที่มีความเชี่ยวชาญในการซ่อมเครื่องจักรของคุณได้ แถมยังสามารถเปรียบเทียบราคาที่คุณสบายใจจะจ่ายได้อีกด้วย นัดแนะกันเอง คุยกับช่างได้โดยตรงผ่านแอปเลยครับ สะดวกมากจริงๆ

เขียนโดย: ทีมช่างชำนาญการ จาก หจก.เฮงอะไหล่ (คลอง11)