ใครได้รับผลกระทบบ้างจากเกษตรกรรมไทยที่เปลี่ยนไป

ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากจริง ๆ นะครับ ผมมองว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเป็นตัวเร่งสำคัญอย่างหนึ่ง แม้แต่ในวงการเกษตรกรรมไทยที่หลายคนมองว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ยาก เราก็ยังเห็นว่าหลาย ๆ อย่างต่างไปจากวิถีเดิม ๆ มากทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงของเกษตรกรรมไทยที่เกิดขึ้น ผมมองว่ามาจากปัญหาแรงงานก่อนเป็นอันดับแรก เริ่มจากปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย ที่ในเรื่องนี้งานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (2561) ให้ข้อมูลว่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งจากการลดลงของคุณภาพ และปริมาณของแรงงาน สำหรับในภาคเกษตรการเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นปัญหาลำดับต้น ๆ ที่จะต้องเข้าใจและให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

มีการสำรวจพบว่า สัดส่วนของแรงงานเกษตรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2546 เป็น 19% ในปี 2556 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในปี 2560 ที่ 14% สวนทางกับสัดส่วนแรงงานอายุน้อย (15-40 ปี) ที่ลดลงอย่างมากจาก 48% เป็น 32% ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัญหาแรงงานไม่ได้เกิดเฉพาะกับเกษตรกรรมไทยที่เดียวเท่านั้นนะครับ แต่เป็นแนวโน้มของทั้งโลกก็ว่าได้ โดยงานวิจัยของ Zagata and Sutherland (2015) แสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มประเทศ EU (กลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป) สัดส่วนของแรงงานอายุน้อยในภาคเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 7.6 ในปี 2003 เหลือเพียงร้อยละ 5.6 ในปี 2017

ในเอเชีย ปี 2017 MAFF หรือกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น รายงานเกี่ยวกับแรงงานสูงอายุในประเทศญี่ปุ่นว่ามีสูงถึงร้อยละ 63.5 ในปี 2015 และพบว่าเกษตรกรในประเทศเกาหลีใต้ส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 70-75 ปี ซึ่งดูจะรุนแรงกว่าบ้านเรามากนะครับว่าไหม

เพราะมีแรงงานภาคเกษตรที่อายุมาก ขณะที่แรงงานอายุน้อยกลับลดลง แต่ความสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทยก็ยังคงนำหน้าส่วนอื่น ๆ รู้ไหมครับ? GDP (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) ภาคเกษตรของไทยเติบโตขึ้นจาก 8-9% มาเป็น 10-11% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตลดเหลือ 6% ดังนั้นจึงมีการคิดหาทางแก้ปัญหาแรงงานด้วยการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญ

“เทคโนโลยีด้านการเกษตรจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนทำการเกษตร รวมถึงการบริโภคของประชากรแบบพลิกฟ้าพลิกปฐพี ดังนั้น หากใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เป็นหนึ่งเดียวของโลกจึงมีโอกาสครองตลาดโลกในอนาคต”

คำพูดนี้เป็นของ ผศ.ดร.ธีรเกียรติ เกิดเจริญ ภาควิชาฟิสิกส์และศูนย์นาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์มหาลัยมหิดล ผู้ริเริ่มวิจัยคิดค้นพัฒนา โครงการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องจริงมาก และเราได้ก็เห็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการภาคเกษตรมากยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • การใช้ AI (Artificial Intelligence หรือ หรือปัญญาประดิษฐ์) ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดระบบทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เราเรียกว่า Smart Farming นั่นล่ะครับ โดยจะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ รวมถึงตัวแปรต่าง ๆ องค์ความรู้จากเกษตรกรรุ่นก่อนที่มีความชำนาญ โดยใช้ Eye Camera หรือกล้องที่ติดตัวเพื่อตามเก็บภาพเคลื่อนไหวขณะทำการเกษตร แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปให้ AI ประมวลผล วิเคราะห์ สรุปเพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกรทั่วไป
  •  นำ AI มาประยุกต์ใช้กับเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ได้อย่างละเอียดแม่นยำ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ยังจะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้มาก เพราะสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
  • ติดตั้งระบบ Sensor (เซ็นเซอร์) หรืออุปกรณ์เก็บรวบรวมข้อมูล เช่น Drone (โดรน)  เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็น Big Data หรือฐานข้อมูลขนาดใหญ่  แล้วส่งต่อให้ AI ทำการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ตัดสินใจและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรแบบตามเวลาจริง

นี่เป็นตัวอย่างบางส่วนของการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาช่วยแก้ปัญหาแรงงาน ทั้งในเรื่องของแรงงานสูงอายุ และขาดแคลนแรงงานอายุน้อยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผลที่ได้ไม่เพียงจะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ยังจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำเกษตรกรรมไทยให้กลายเป็นเกษตรยุคใหม่ แบบที่เรียกกันว่า Smart Farming ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งกว่าเดิม ทำให้ในอนาคตอันใกล้เราจะเห็นเกษตรกรไทยทำงานน้อยลง เหนื่อยน้อยลง แต่ได้ผลผลิตที่มากขึ้นและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยครับ