จากเมืองกรุงสู่ชนบท ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงผันตัวมาทำไร่ทำสวนกันมากขึ้น?

ช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา พ่อแม่ที่อยู่ชนบทและเป็นเกษตรกรจะมีค่านิยมที่เหมือนกันคือ พยายามส่งเสียลูกให้ได้ร่ำเรียนปริญญา เพื่อที่จะจบการศึกษามาแล้วได้เป็น “เจ้าคนนายคน” คือทำงานในเมือง ได้นั่งออฟฟิศติดแอร์เย็นสบาย มีลูกน้อง ถือว่าได้ทำงานที่มีเกียรติทั้งต่อตนเองและวงศ์ตระกูล แทนที่จะสืบทอดงานเกษตรกรรมที่ทั้งยากลำบาก และมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ตลาดแรงงานในต่างจังหวัดนั้นยังไม่เปิดกว้าง โอกาสที่จะหางานที่มีรายได้ดีจึงกระจุกอยู่ที่ศูนย์กลางเมืองใหญ่ๆอย่างในกรุงเทพมหานคร ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะดั้นด้นมาหางานทำในเมือง จนกลายเป็นความคุ้นเคยกันดีของสังคมไทย

Car photo created by freepik – www.freepik.com

ชีวิตของคนในเมืองหลวงกับชนบทนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในกรุงเทพมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น การจราจรติดขัดแทบทุกพื้นที่ จึงเต็มไปด้วยมลพิษทั้งทางอากาศ เสียง น้ำ และเชื้อโรค อาหารการกินที่เสี่ยงต่อการเจือปนของสารเคมีและสารพิษ ผู้คนต่างต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและแก่งแย่งแข่งขันตลอดเวลาเพื่อเอาตัวรอด คนที่เกิดและเติบโตในต่างจังหวัดมาก่อนจึงรู้สึกโหยหา “Slow Life” คือชีวิตที่มีความสงบ เรียบง่าย และมีจังหวะชีวิตที่ช้าลง 

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เคร่งเครียดทั้งกับหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหนักหน่วง ต้องทุกข์ทรมานจนบางคนถึงกับล้มป่วยเพราะสภาพร่างกายทรุดโทรม จึงเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ควรจะทำงานแบบเดิมในเมืองหลวง หรือกลับบ้านแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่” บ้างก็อาจมีความจำเป็นต้องกลับไปดูแลเรือกสวนไร่นาที่บ้านเพื่อสานต่อกิจการจากพ่อแม่ พร้อม ๆไปกับการได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีในการดูแลบุพการีที่อยู่ในวัยชรา บ้างก็อาจรู้สึกอิ่มตัวกับงานประจำที่ทำอยู่ อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง จึงมองว่าการทำการเกษตรคือหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ฝันเป็นจริงได้ แต่ละคนมีเหตุผลต่างกันเข้ามาสนับสนุนให้เดินทางออกนอกกรุงแม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ในการทำการเกษตรมาก่อนเลย ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์เกษตรกรยุคใหม่ที่ลาออกจากงานประจำในกรุงเทพฯ เพื่อกลับไปทำไร่ทำสวนในบ้านเกิดด้วยความหวังผสมความกลัว

แน่นอนว่าเส้นทางกลับสู่ชนบทนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เกษตรกรหน้าใหม่แต่ละคนต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆมากมาย พร้อมคำสบประมาทจากคนรอบตัวว่า จะทำได้ไหม เรียนมาสูง แทนที่จะทำงานได้เงินเดือนดี มีความมั่นคง มีหน้ามีตาในสังคม กลับต้องมาทำการเกษตรที่รายได้ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศและและความไม่แน่นอนอีกมากมาย ทั้งยังดูยากลำบากเหลือเกิน รวมถึงความคาดหวังของตัวเองด้วยว่าตั้งเป้าเอาไว้อย่างไร เรื่องนี้นอกจากจะต้องศึกษาการทำนาทำสวนกันตั้งแต่ต้นแล้ว ยังต้องวางแผนให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้สามารถหารายได้เพียงพอต่อความต้องการท่ามกลางภัยธรรมชาติและราคาตลาดที่ผันผวน การทำเกษตรกรรมอาจจะดูมีอิสระกว่าทำงานบริษัท แต่ก็ต้องอาศัยความรู้ ความทุ่มเท และทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่น้อยไปกว่ากันจึงจะประสบความสำเร็จได้ เกษตรกรยุคใหม่จึงต้องนำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่มาปรับใช้กับเกษตรกรรมอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้ได้ผลผลิตในจำนวนที่มากพอและมีคุณภาพพอที่จะแข่งขันในตลาดได้ การทำเกษตรแบบบดั้งเดิมนั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

Flower photo created by prostooleh – www.freepik.com

การเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การสำรวจข้อมูลราคาตลาด การใช้เครื่องทุ่นแรง การบริหารจัดการผลผลิตอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งเหล่านี้กลายเป็นโจทย์สำคัญในการทำการเกษตร เราจึงได้เห็นเกษตรกรยุคใหม่ใช้โดรนในการสำรวจพื้นที่และพ่นปุ๋ย ใช้ระบบเซ็นเซอร์เพื่อรดน้ำแบบอัตโนมัติและประหยัดนํ้า รวมถึงกรรมวิธีอื่น ๆ ที่ทันสมัยมากขึ้น และคุ้มค่า คุ้มเวลาที่ใช้ลงทุนลงแรงไป
ตลาดแอปก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดี ทำให้เกษตรกรยุคใหม่ทำงานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพราะมีฟังก์ชั่นที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น การวัดขนาดที่ดินจากแผนที่ การเช็คราคาผลผลิตทางการเกษตรจากท้องตลาดจริงแบบอัพเดทรายวัน สามารถซื้อขายผลผลิตได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง พร้อมพื้นที่ให้เกษตรกรสามารถติดต่อจ้างแรงงานเกษตรและช่างซ่อมเครื่องจักรได้โดยตรง รวมถึงมีพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกรด้วยกันเองได้อีกด้วย ทำให้การหาเครือข่าย การหาข้อมูล เคล็ดลับต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลองผิดลองถูกแก้ปัญหาอย่างโดดเดี่ยวเหมือนยุคที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ที่เคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในเมืองแต่ต้องหันมาทำอาชีพเกษตรกรในชนบทจึงสามารถใช้ตลาดแอปเพื่อปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะลงมือทำงาน ฟันฝ่าทุกอุปสรรค และก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นใจ